เขาสรรพยาบรรพต

Category: Uncategorised Published: Sunday, 21 January 2018 Written by Super User

ซึ่งพระน้องต้องหอกอสุรินทร์   ยังไม่สิ้นชีวาสังขาร์

แม้นได้สังกรณีครีชวา           กับปัญจมหานที

ประสมเป็นโอสถบดพอก       ให้แก้หอกโมกศักดิ์ยักษี

พระลักษณ์ก็จะคืนสมประดี     พระรามจึงสั่งให้หนุมานเก็บเอาสังกรณีตรีชวาหรือสรระยา ซึ่งอยู่ที่เขาสรรพยาแก้ไขพระลักษณ์ 

หนุมานเมื่อได้รับราชโองการก็รีบเหาะไป

ครั้นถึงสรรพยาสิงขร             วานรลงเดินริมเนินผา

ร้องเรียกสังกรณีตรีชวา          อยู่ไหนออกมาอย่าช้าที

ได้ยินขานข้างล่างลงไปค้น      กลับขึ้นไปสู่อยู่บนคิรีศรี

จึงเอาหางกระหวัดรัดคิรี          มือกระบี่คอยจับสรรพยา

สรรพยา เป็นชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท ซึ่งปัจจุบันได้เจริญขึ้นเป็นอำเภอมีขอบเขตกว้างใหญ่ เป็นที่รวมของหลายหมู่บ้านและตำบล มีผู้ตนที่อยู่มาเก่า และที่มาอยู่ใหม่มาปะปนกันโดยเฉพาะคนในรุ่มใหม่นั้นไม่ใคร่ทราบว่า ประวัติของชุมชนนั้นมีมาอย่างไร และเหตุใดจึงเรียกว่า“สรรพยา” ยิ่งกว่านั้นบุคคลภายนอกที่แก่หลักภาษาบาลี-สันสกฤต ยังไม่ยอมเรียก “สับ-พะ-ยา” เสียด้วยซ้ำ กลับเรียกว่า “สัน-พะ-ยา” จริงอยู่ที่การออกเสียงควรเป็นไปตามหลักภาษาที่มีกฎเกณฑ์อ้างไว้ และถ้าหากคำว่า “สรรพยา” นั้นไม่ได้มุ่งหมายเป็นนามเฉพาะและหมู่บ้านของชุมชนแล้วก็อาจออกเสียงเป็น “สัน-พะ-ยา” ได้ แต่ว่า สรรพยา ในที่นี้เป็นนามเฉพาะของชุมชน ซึ่งประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นเรียกว่า “สับ-พะ-ยา” สืบต่อกันมาหลายชั่วคน การที่บรรดานักปราชญ์ที่แก่กล้าเรื่องบาลี-สันสกฤตก็ดี หรือทางราชการก็ดี ไปเปลี่ยนคำเรียกชื่อของชุมชนเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการไม่เคารพสิทธิเสรีภาพอันพึงมี ของประชาชนในท้องถิ่นด้วยประการทั้งปวง

อนึ่งถ้าหากพิจารณาในเรื่องการถ่ายทอดคำในภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งด้วยแล้ว การให้ออกเสียงชื่อของอำเภอสรรพยาเป็น “สัน-พะ-ยา” ยิ่งไม่เข้าท่าใหญ่ เพราะคำบาลี – สันสกฤตก็เป็นเช่นเดียวกับคำในภาษาต่างประเทศทั้งหลายที่ไทยรับเข้ามา การออกเสียงในทางไทย ๆ จึงย่อมเพี้ยนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น คำเรียกชื่อในชุมชนหรือหมู่บ้านในท้องถิ่น ควรเป็นเรื่องของวิสามัญนาม หรือนามเฉพาะที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ในทางหลักภาษาและพิจารณาจากการออกเสียง ของประชาชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ

ปัจจุบันความรู้ในทางสังคมศาสตร์ก้าวหน้า โดยเฉพาะวิชาสังคมวิทยา มานุษยวิทยานั้น มีบทบาทในการศึกษา การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมของชุมชนในท้องถิ่นเป็นอันมาก ข้อมูลที่จะใช้ในการศึกษาและวิจัยของลักษณะวิชาดังกล่าวก็คือ ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนในท้องถิ่น ระบบความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม การทำมาหากิน ตลอดจนสภาพแวดล้อมในทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งล้วนแต่จะต้องได้รับมาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นทั้งสิ้น เมื่อประชาชนในท้องถิ่นเรียกชื่อชุมชนของเขาว่า “สับ-พะ-ยา” นักวิชาการก็ต้องชื่อ และเรียกตามที่เขาเรียก เพราะเป็นชื่อของเขา ไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าถูกหรือผิด แล้วไปเปลี่ยนชื่อให้เขาใหม่ ดังนั้น การที่คุณบุญรอด อินทวารี ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งในชุมชนสรรพยานี้ ได้สืบค้นประวัติและเรื่องราวของบ้านสรรพยา จากบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ มาเรียบเรียงเป็นตำนานขึ้นนั้น นับเป็นกรณีที่ควรยกย่อง เพราะเป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง ยิ่งกว่านั้นตำนานนี้จะทำให้ชาวสรรพยารุ่นใหม่ ๆ ได้มีโอกาสทราบเรื่องราวประวัติความเป็นมา

 ชื่อของตำบลและอำเภอสรรพยามีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เช่นเดียวกับชื่อของท้องถิ่นอื่น ๆ ในบริเวณเขตจังหวัดใกล้เคียง เช่นเมืองลพบุรี ทุ่งพรหมาสตร์ ทะเลชุบศรในจังหวัดลพบุรี เป็นต้น
เขาสรรพยาในเรื่องรามเกียรติ์ที่นี้ เชื่อกันว่าคือเขาสรรพยาที่ตำบล-อำเภอสรรพยานี้เอง ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าให้ฟัง มีเรื่องพิสดารปลีกย่อยอีกมากมายพอปะติดปะต่อเป็นเรื่องได้ดังนี้
....เล่ากันว่า เมื่อพระลักษมณ์รบกับกุมภกรรณและเสียทีถูกหอกโมกขศักดิ์ พิเภกได้ทูลให้พระรามทรงทราบถึงฤทธิ์ของหอกและยาที่จะแก้ไข จึงได้มีพระบัญชาให้หนุมานไปเอาสังกรณีตรีชวาหรือสรรพยา หนุมานได้เหาะไปที่เขาหลวง แต่ไม่รู้จักสังกรณีตรีชวาจึงร้องถามหาอยู่ตีนเขา ก็ได้ยินขานรับอยู่บนยอดเขา เมื่อขึ้นไปยอดเขาร้องถามหาอีกก็ได้ยินขานรับอยู่ตีนเขา ในที่สุดหนุมานโกรธพอได้ยินขานรับบนยอดเขาก็หักเอากลางเขาแบกเหาะไป เมื่อเหาะไปได้สักพักก็บิส่วนหนึ่งทิ้งไปกลายเป็นเขาขยายในเขตอำเภอเมืองชัยนาทปัจจุบัน ขณะที่เหาะต่อมารู้สึกกระหายน้ำยิ่งนัก แลเห็นบึงใหญ่อยู่กลางทางจึงแวะเอาเขาวางลงริมบึง (ภายหลังเรียกบึงนี้ว่า "บึงสรรพยา") วักน้ำด้านตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นดื่ม ทำให้บริเวณนี้ลึกกว่าที่อื่น ๆ (ต่อมาบึงสรรพยาตื้นเขิน บึงเล็กลงปัจจุบันเหลือแต่ "บึงอรพิม") เนื่องจากบริเวณนี้เป็นดินเลน เขาที่หนุมานวางไว้ได้ยุบจมดินจนติดแน่น เมื่อหนุมานดื่มน้ำแล้วจึงยกเขาไม่ขึ้น

แต่บางท่านว่าเมื่อหนุมานกระหายน้ำ ได้เหาะลงวางเขากลางทุ่งนาแล้วเดินไปขอน้ำเด็กเลี้ยงควาย แต่เด็กเลี้ยงควายเห็นหนุมานเป็นลิงนอกจากจะไม่ให้น้ำแล้วยังหยอกล้อเล่นอีกด้วย หนุมานโกรธเดินไปดื่มน้ำที่แม่น้ำ (เจ้าพระยา) ทางเดินไปกลับเป็นลำรางข้างวัดโบสถ์(วัดร้าง) ชาวบ้านเรียกว่า "บางโบสถ์" (ปัจจุบันตื้นเขินแล้ว) ขณะที่เดินไปดื่มน้ำนั้นเขาได้งอกรากติดกับพื้นดิน เมื่อหนุมานได้ดื่มน้ำแล้วกลับมายกเขาไม่ขึ้น จึงเรียกสังกรณีตรีชวาเช่นครั้งก่อนแล้วหักเอายอดเขาด้านทิศใต้ไป เขาสรรพยาด้านทิศใต้จึงลาดลง ก่อนจากไปหนุมานนึกเคืองว่าบนเขานี้มีสรรพยารักษาได้ทุกโรค แต่คนที่นี่ใจจืดขอแค่น้ำก็ไม่ให้กินเลยสาปไว้ว่าอย่าให้คน (เกิด) สรรพยาใช้ยาถูกกับโรคใด ๆ เลย (แต่คน-เกิด-ที่อื่นมาเอาสรรพยาไปรักษาโรคหาย) และสลัดขนเป็นต้นละมานให้เข้าหูเพื่อป้องกันคนขึ้นไปหาสรรพยาบนเขา แล้วหนุมานก็เหาะนำเขาไป แต่โดยที่เป็นยอดเขามีขนาดเล็กลง หนุมานได้คอนเขาไปแล้วเอาไปวางที่เกิดเหตุ จึงเรียกสืบกันมาว่า "เขาสมอคอน" (หรือสะโหมคอนตามสำเนียงชาวบ้าน) ที่ตำบลสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ปัจจุบัน

เมื่อหนุมานได้สาปไว้ ตอนแรกชาวบ้านก็เรียกว่า "เขาสาปยา" แต่ภายหลังเรียกแก้เคล็ดเป็นเขาสรรพยา(สับ-พะ-ยา) ส่วนบึงที่หนุมานวักน้ำดื่มก็เรียกบึงสรรพยา เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงมีตะกอนมาทับถม บึงจึงตื้นเขินเป็นที่นาไปแล้วมาก เหลือบางส่วนปัจจุบันเรียกบึงอรพิม (แต่ก็ตื้นเขินเป็นที่นาเป็นส่วนใหญ่ บางท่านจึงเรียกว่า "หนองอรพิม") บางท่านว่าบึงอรพิมนี้เกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนที่พม่ามาท้าสร้างพระพุทธรูปที่งดงามและใหญ่ที่สุด ทางกรุงศรีอยุธยารับท้าและได้มอบให้ศรีธนชัยรับผิดชอบ แต่ศรีธนชัยใช้ไม้ไผ่สานเอาดินพอกแล้วลงรักปิดทองลวงพม่า ฝ่ายพม่าให้คนมาสอดแนมเห็นเช่นนั้นจึงรีบกลับไปบอกพวกของตน และพบขณะนำพระพุทธรูปล่องแพมาตามลำน้ำ พอพม่าได้ทราบเช่นนั้นก็คิดหนี จะนำพระพุทธรูปกลับไปด้วยก็ลำบากและชักช้า จึงได้ทำลายแพทิ้งพระพุทธรูป ด้วยความใหญ่และหนักของพระพุทธรูป (เล่ากันว่า ปลาช่อนขนาดปลาสี่ปลาห้า หรือขนาดลำแขนผู้ชายหนักประมาณ 1กก. อยู่ในรูพระนาสิก (จมูก) ได้) จึงเกิดห้วงน้ำเป็น "บึงอรพิม" เชื่อกันว่าพระพุทธรูปยังคงจมอยู่ในบึงอรพิม แต่จะปรากฏหรือไม่ให้ผู้ใดพบเห็นก็ได้

Hits: 114